วันพุธที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2555

APEC [Asia-Pacific Economic Cooperation]

"เอเปค (APEC)” เป็นกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างเขตเศรษฐกิจ1 (economy) ในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2532 (ค.ศ. 1989) โดยนายBob Hawke นายกรัฐมนตรี ออสเตรเลียในขณะนั้น ที่มองว่า ออสเตรเลียจำเป็นต้องเกาะเกี่ยวกับเศรษฐกิจในภูมิภาค โดยเฉพาะในเอเชียตะวันออกและทวีปอเมริกาเหนือ ท่ามกลางแนวโน้มของการขยายกลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจในยุโรปและอเมริกาเหนือ และความไม่แน่นอนของการเจรจาการค้าระหว่างประเทศ
ไทยอยู่ในสมาชิกแรกเริ่มของเอเปคตั้งแต่ต้น ซึ่งมี 12 เขตเศรษฐกิจ1 คือ ออสเตรเลีย บรูไน แคนาดา อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ มาเลเซีย นิวซีแลนด์ ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไทย และสหรัฐอเมริกา ต่อมาเอเปคได้รับสมาชิกเพิ่มในปีต่าง ๆ รวมเป็น 21 เขตเศรษฐกิจ ดังนี้ สาธารณรัฐประชาชนจีน (2534) เขตบริหารพิเศษฮ่องกง (2534) จีนไทเป (2534) เม็กซิโก (2536) ปาปัวนิวกินี (2536) ชิลี (2537) เปรู (2540) เวียดนาม (2540) และรัสเซีย (2540)
เอเปคเป็นกลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่มีพลังและพลวัตรของการเจริญเติบโตสูงสุดของโลก กลุ่มสมาชิกเอเปคมีผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (GDP) รวมกันกว่า 19 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือร้อยละ 50 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (GDP) ของโลก มีสัดส่วนการค้ากว่าร้อยละ 41 ของมูลค่าการค้าโลก และสัดส่วนการค้าระหว่างไทยกับสมาชิกเอเปคสูงถึงร้อยละ 70 ของมูลค่าการค้าระหว่างประเทศของไทยทั้งหมด
เอเปคสนับสนุนการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจในภูมิภาคแบบเปิดกว้าง (open regionalism) โดยสิทธิประโยชน์ที่สมาชิกเอเปคให้แก่กันจะมีผลให้ผู้ที่มิได้เป็นสมาชิกเอเปคได้รับประโยชน์ด้วย (ปกติกลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจอื่นจะให้สิทธิประโยชน์แก่กันและกันเฉพาะในกลุ่ม และใช้หลักการเจรจาต่างตอบแทนเพื่อแลกเปลี่ยนสิทธิประโยชน์กับประเทศที่มิได้เป็นสมาชิก) เอเปคมีเป้าหมายสนับสนุนระบบการค้าพหุภาคี (multilateral trading system) โดยการดำเนินการของเอเปคจะเป็นการหารืออย่างตรงไปตรงมา มิใช่การเจรจา แต่ยึดหลักการฉันทามติ (consensus) และความสมัครใจ (voluntarism) ของทุกฝ่าย ความเท่าเทียมกันและผลประโยชน์ร่วมกันของสมาชิก โดยคำนึงถึงความแตกต่างของระบบเศรษฐกิจและสังคม และระดับการพัฒนาของสมาชิก
เป้าหมายของเอเปคคือ เป้าหมายโบกอร์ ที่สมาชิกเอเปคเห็นชอบในระหว่างการประชุมผู้นำฯ ที่เมืองโบกอร์ ประเทศอินโดนีเซียเมื่อปี 2537 ที่จะให้มีการเปิดเสรีด้านการค้าและการลงทุนในภูมิภาคเอเชีย - แปซิฟิก โดยเริ่มจากสมาชิกที่พัฒนาแล้วภายในปี 2553 (ค.ศ. 2010) และสมาชิกกำลังพัฒนาที่เหลือภายในปี 2563 (ค.ศ. 2020)
โครงสร้างของเอเปค
สมาชิกเอเปคทั้ง 21 เขตเศรษฐกิจ จะผลัดกันเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมเอเปค รวมทั้งดำรงตำแหน่งประธานการประชุม (APEC Chair) ในแต่ละปี เขตเศรษฐกิจใดที่ได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมจะดำรงตำแหน่งประธานการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค (APEC Economic Leaders Meeting – ALEM) การประชุมรัฐมนตรีเอเปค (APEC Ministerial Meeting - AMM) การประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสเอเปค (Senior Officials Meeting - SOM) และการประชุมคณะกรรมการที่ปรึกษาทางธุรกิจเอเปค (APEC Business Advisory Council - ABAC) ที่จะมีขึ้นในระหว่างปีนั้นด้วย
กลไกลการทำงานของเอเปคแบ่งการดำเนินงานออกเป็นสองระดับได้แก่ 1) ระดับนโยบาย และ 2) ระดับปฏิบัติ ดังต่อไปนี้
 1.ระดับนโยบาย
1.1.        การประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค (APEC Economic Leaders Meeting – ALEM) สมาชิกเขตเศรษฐกิจเอเปคซึ่งเป็นเจ้าภาพจะจัดการประชุมดังกล่าวปีละ 1 ครั้ง โดยจะมีการประกาศนโยบายและเป้าหมายการดำเนินงานของเอเปคในปีต่อไปในรูปของปฎิญญาผู้นำเศรษฐกิจเอเปค (APEC Economic Leaders Declaration)
1.2.        การประชุมรัฐมนตรีเอเปค (APEC Ministerial Meeting - AMM) รัฐมนตรีต่างประเทศ และรัฐมนตรีพาณิชย์หรือรัฐมนตรีเศรษฐกิจของเขตเศรษฐกิจสมาชิกจะเข้าร่วมการประชุมดังกล่าว ซึ่งจัดขึ้นก่อนการประชุมผู้นำเศรษฐกิจเอเปค ที่ประชุมจะทบทวนกิจกรรมของเอเปคตลอดปีที่ผ่านมา และประมวลข้อเสนอแนะ เพื่อเสนอแนะให้ที่ประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปคพิจารณาให้ความเห็นชอบต่อไป
1.3.        การประชุมรัฐมนตรีสาขาต่างๆ (Sectoral Ministerial Meeting) จะกำกับดูแลความร่วมมือด้านการศึกษา พลังงาน สิ่งแวดล้อมและการพัฒนาที่ยั่งยืน การคลัง สาธารณสุข การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ความร่วมมือทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม โทรคมนาคม และอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศ การท่องเที่ยว การค้า คมนาคม กิจการสตรี ฯลฯ
1.4.        คณะกรรมการที่ปรึกษาทางธุรกิจเอเปค (APEC Business Advisory Council - ABAC) เอเปคซึ่งจะประกอบด้วยตัวแทนนักธุรกิจจากเขตเศรษฐกิจสมาชิกเอเปคจำนวนเขตเศรษฐกิจละ 3 คน ทำหน้าที่เสนอมุมมอง และข้อคิดเห็นของภาคธุรกิจเอเปคต่อที่ประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจ ในรูปแบบของรายงานปีละ 1 ครั้ง โดยเสนอแนะแนวทางในการปรับปรุงสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการทำธุรกิจและการลงทุนในภูมิภาค ABAC จะจัดการประชุมภายในกันปีละ 4 ครั้ง
2.ระดับปฎิบัติ
2.1.        การประชุมระดับเจ้าหน้าที่อาวุโส (Senior Officials Meeting - SOM) ทำหน้าที่ดำเนินการตามบัญชาของรัฐมนตรี โดยเจ้าหน้าที่อาวุโสจะให้แนวทางแก่คณะกรรมการ คณะทำงานและกลุ่มทำงานต่างๆของเอเปค และรวบรวมข้อเสนอแนะต่างๆ เพื่อเสนอต่อที่ประชุมรัฐมนตรีและผู้นำเขตเศรษฐกิจ เจ้าหน้าที่อาวุโสจะประชุมกันปีละ 3-4 ครั้ง โดยประธานจะมาจากเขตเศรษฐกิจสมาชิกซึ่งเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมในปีนั้น
2.2.        คณะกรรมการว่าด้วยการค้าและการลงทุน (Committee on Trade and Investment - CTI) ทำหน้าที่ประสานความร่วมมือเอเปคด้านการเปิดเสรี และอำนวยความสะดวกทางการค้าและการลงทุน CTI จะดำเนินการเพื่อนำไปสู่การลดอุปสรรคทางการค้า ผ่านคณะอนุกรรมการและกลุ่มผู้เชี่ยวชาญ
2.3.        คณะกรรมการด้านงบประมาณและการบริหาร (Budget and Management Committee - BMC) ให้คำปรึกษาแก่เจ้าหน้าที่อาวุโสด้านงบประมาณ การบริหารและการจัดการ และทำหน้าที่ติดตามและประเมินการดำเนินงานของโครงการต่างๆ ของคณะกรรมการ คณะทำงาน และกลุ่มทำงานต่างๆ ซึ่งได้รับอนุมัติงบประมาณของเอเปค ตลอดจนให้ข้อเสนอแนะแก่เจ้าหน้าที่อาวุโสในเรื่องการปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงานของเอเปค
2.4.        คณะกรรมการด้านเศรษฐกิจ (Economic Committee - EC) ทำหน้าที่ศึกษา วิจัย หารือ และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับทิศทางและประเด็นทางเศรษฐกิจในภูมิภาคที่อยู่ในความสนใจ รวมทั้งด้านการปรับโครงสร้างภายใน ซึ่งเรียกว่าประเด็นหลังพรมแดน(behind border issues) และยุทธศาสตร์ด้านการเจริญเติบโต
2.5.        คณะกรรมการความร่วมมือทางเศรษฐกิจและวิชาการ (Steering Committee on Economic and Technical Cooperation - SCE) ทำหน้าที่กำหนดเป้าหมายและจัดลำดับของกิจกรรมความร่วมมือทางเศรษฐกิจและวิชาการของเอเปค ตลอดจนสนับสนุนการริเริ่มกิจกรรมเพิ่มเติมตามความเหมาะสม เพื่อให้กิจกรรมเหล่านั้นบรรลุเป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพ ตามนโยบายที่กำหนดโดยรัฐมนตรีและผู้นำ  ซึ่งสามารถแบ่งได้เป็นสองกลุ่มดังต่อไปนี้
-         คณะทำงาน (Working Groups) ดำเนินงานในสาขาของตนตามที่ได้รับบัญชาจากผู้นำเขตเศรษฐกิจ รัฐมนตรี และเจ้าหน้าที่อาวุโส เอเปค ซึ่งมีทั้งหมด 11 คณะทำงาน
-         กลุ่มทำงานพิเศษ ( Special Task Groups ) เจ้าหน้าที่อาวุโสได้แต่งตั้งกลุ่มทำงาน เพื่อให้ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับสาขาความร่วมมือที่อยู่ในความสนใจของเอเปค
2.6.        กลุ่มความร่วมมือและความริเริ่มอื่นๆ มีบทบาทในการสนับสนุนเป้าหมายของเอเปค ซึ่งมีทั้งที่อยู่นอกเหนือโครงสร้างของคณะกรรมการและคณะทำงานของเอเปคอื่นๆ ได้แก่กระบวนการหารือรัฐมนตรีคลัง (Finance Ministers’ Process) ความร่วมมือระหว่างศูนย์ศึกษาเอเปค (APEC Study Centers Consortium) การหารือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน (Business Government Dialogues) และการหารือระดับอุตสาหกรรมที่อยู่ภายใต้ CTI อาทิ อุตสาหกรรมรถยนต์ เคมีภัณฑ์ เทคโนโลยีชีวภาพทางการเกษตร และชีววิทยาศาสตร์
2.7.        สำนักเลขาธิการเอเปค (APEC Secretariat) มีที่ตั้งอยู่ที่สิงคโปร์ ทำหน้าที่เป็นกลไกสนับสนุนกระบวนการเอเปคเกี่ยวกับขั้นตอนการดำเนินการต่างๆ ทำหน้าที่ประสานงาน และให้ข้อมูลแก่องค์กรภายในของเอเปค รวมทั้งให้บริการแก่สาธารณชนเกี่ยวกับข้อมูลเอเปค นอกจากนี้ สำนัก เลขาธิการฯ ยังมีหน้าที่ประสานและจัดสรรงบประมาณสำหรับการดำเนินกิจกรรมต่างๆ ของเอเปคด้วย

พัฒนาการของเอเปค
จุดเริ่มต้นของการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค
                - การประชุมระดับรัฐมนตรีต่างประเทศของเอเปคครั้งแรก ในปี ค.ศ. 1989 ที่กรุงแคนเบอร์รา ประเทศออสเตรเลีย  เพื่อจัดตั้งกลุ่มหารือในกรอบความร่วมมือเอเปค ประกอบด้วยสมาชิกเริ่มต้น 12 ราย (ออสเตรเลีย บรูไน ดารุสซาลาม แคนาดา อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น สาธารณรัฐเกาหลี มาเลเซีย นิวซีแลนด์ ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไทย และสหรัฐอเมริกา) ที่ประชุมเล็งเห็นความสำคัญของการมีเวทีหารือด้านเศรษฐกิจในภูมิภาคและตกลงให้มีการหารือเป็นประจำทุกปี
               - การประชุมระดับรัฐมนตรีครั้งที่ 2 ของเอเปค ในปี ค.ศ. 1990 ที่สิงคโปร์ เพื่อหารือถึงรูปแบบขององค์กรเอเปค อย่างเป็นทางการ ที่ประชุมเห็นว่า เอเปคควรเป็นเวทีสำหรับการหารืออย่างกว้างๆ มากกว่าเวทีเพื่อ  การเจรจา และการดำเนินการต่างๆ ของเอเปคควรยึดถือหลักการฉันทามติ (consensus) ความสมัครใจ (voluntarism) ของทุกฝ่าย ความเท่าเทียมกันและ     ผลประโยชน์ร่วมกันของสมาชิกโดยคำนึงถึงความแตกต่างของระบบเศรษฐกิจและสังคม และระดับการพัฒนาของสมาชิก
              - การประชุมระดับรัฐมนตรีครั้งที่ 3 ในปี ค.ศ. 1991 ที่กรุงโซล สาธารณรัฐเกาหลี ได้กําหนดเป้าหมายเพื่อธำรงไว้ซึ่งการเจริญเติบโตและการพัฒนาในภูมิภาค ส่งเสริมประโยชน์จากการขยายตัวของการค้าสินค้าและบริการ รวมทั้งการไหลเวียนของทุนและเทคโนโลยี พัฒนาและเสริมสร้างความแข็งแกร่งของระบบ   การค้าพหุภาคี (multilateral trading system) และลดอุปสรรคทางการค้าสินค้าและบริการระหว่างสมาชิกโดยไม่ก่อให้เกิดผลเสียต่อเศรษฐกิจอื่นๆ
              - การประชุมระดับรัฐมนตรีครั้งที่ 4 ของเอเปค ในปี ค.ศ. 1992 ที่กรุงเทพฯ โดยมีการออกแถลงการณ์ประกาศจัดตั้งสำนักเลขาธิการเอเปค (APEC Secretariat) ขึ้นที่สิงคโปร์เพื่อทำหน้าที่เป็นฝ่ายเลขานุการของการประชุมและดำเนินการประสานงานในเรื่องต่างๆ ในกรอบความร่วมมือของเอเปค อันนับเป็นก้าวแรกของการสร้างกลไกเพื่อติดตามให้มีความต่อเนื่องในกิจกรรมความร่วมมือต่างๆ ของเอเปค อย่างถาวร
              จากการประชุมหารือในระดับรัฐมนตรีดังกล่าวนำมาสู่การจัดการประชุมผู้นำเศรษฐกิจเอเปค นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
   1. การประชุมผู้นำเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 1 ณ เกาะเบลค ประเทศสหรัฐอเมริกา

            ด้วยความคิดริเริ่มของประธานาธิบดี Bill Clinton ได้มีการยกระดับความสำคัญของกรอบความร่วมมือเอเปคไปสู่ระดับ  ผู้นำ โดยนอกเหนือจากการประชุมระดับรัฐมนตรีของเอเปคประจำปีแล้วยังมีการประชุมผู้นำเศรษฐกิจเอเปคครั้งแรกที่เกาะเบลค เมืองซีแอตเติ้ล โดยมีการออกแถลงการณ์ว่าด้วยวิสัยทัศน์ทางเศรษฐกิจของผู้นำเอเปค (APEC Leaders Economic Vision Statement) ซึ่งมีสาระคือ การมีประชาคมเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิกที่มีการค้าและการลงทุนเสรี นำไปสู่การพัฒนาทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีในลักษณะที่ไม่เป็นภัยต่อสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมความเจริญเติบโตของเศรษฐกิจโลกโดยรวม และการมีระบบการค้าพหุภาคีแบบเปิด
   2. การประชุมผู้นำเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 2 ณ เมืองโบกอร์ ประเทศอินโดนีเซีย
            ผู้นำเศรษฐกิจเอเปคได้มีการออกปฏิญญาโบกอร์ว่าด้วยเจตนารมณ์ร่วมของเอเปค (The Bogor Declaration of Common Resolve) โดยกําหนดเป้าหมายของเอเปคที่จะให้มีการเปิดเสรีทางการค้าและการลงทุนในภูมิภาคภายในปี พ.ศ. 2553 (ค.ศ. 2010) สำหรับสมาชิกที่พัฒนาแล้ว และพ.ศ.2563 (ค.ศ. 2020) สำหรับสมาชิกกำลังพัฒนาที่เหลือ พร้อมกับกำหนดให้การดำเนินการของเอเปคประกอบด้วย 3 เสาหลัก ได้แก่
                           1. การเปิดเสรีทางการค้าและการลงทุน (Trade and Investment Liberalisation)
                           2. การอำนวยความสะดวกด้านการค้าและการลงทุน (Trade and Investment Facilitation)
                           3. ความร่วมมือทางด้านเศรษฐกิจและวิชาการ (Economic and Technical Cooperation - ECOTECH)
   3. การประชุมผู้นำเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 3 ณ นครโอซากา ประเทศญี่ปุ่น
             การประชุมได้แปลงเอาปฏิญญาโบกอร์ที่ผู้นำฯ ได้ประกาศไว้เมื่อปีก่อนมากำหนดเป็นแผนปฏิบัติการโอซาก้า (Osaka Action Agenda - OAA) สำหรับเป็นแนวทางในการดำเนินงานเปิดเสรีด้านการค้าและการลงทุน โดยแผนปฏิบัติการโอซาก้าประกอบด้วย 2 ส่วน คือ ส่วนที่ 1 เกี่ยวกับการเปิดเสรีและอำนวยความสะดวกด้านการค้าและการลงทุน (Trade and Investment Liberalisation and Facilitation - TILF) และส่วนที่ 2 เกี่ยวกับกิจกรรมความร่วมมือทางเศรษฐกิจและวิชาการ (ECOTECH) ใน 13 สาขาความร่วมมือ ได้แก่ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่ออุตสาหกรรม วิสาหกิจขนาดเล็กและกลาง โครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ พลังงาน การขนส่ง โทรคมนาคมและสารสนเทศ การท่องเที่ยว ข้อสนเทศด้านการค้าและการลงทุน  การส่งเสริมการค้า การอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเล การประมง และเทคโนโลยีด้านการเกษตร
   4. การประชุมผู้นำเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 4 ณ กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์
            ผู้นำเศรษฐกิจเอเปคเห็นชอบแผนปฏิบัติการมะนิลา (Manila Action Plan) เพื่อดำเนินการในด้านการเปิดเสรีและอำนวยความสะดวกด้านการค้าและการลงทุน และกำหนดขอบข่ายลำดับความสำคัญของกิจกรรมความร่วมมือในกรอบ ECOTECH ให้เป็นไปตามแผนปฏิบัติการโอซาก้า โดยมีการกำหนดเครื่องมือที่จะใช้ผลักดันกิจกรรมความร่วมมือบนพื้นฐานของความสมัครใจ ได้แก่
1).        แผนปฏิบัติการรายสมาชิกของเอเปค (Individual Action Plans - IAPs) สำหรับการเปิดเสรีด้านการค้าและการลงทุนใน 14      สาขา เสมือนเป็นการประกาศเจตนารมณ์ของแต่ละสมาชิกในแต่ละปีที่จะดำเนินการปรับปรุงกฎระเบียบและนโยบายในสาขาต่างๆ แบบค่อยเป็นค่อยไป โดยสมาชิกรายอื่นๆ สามารถติดตามตรวจสอบและให้ข้อคิดเห็นได้
2).        แผนปฏิบัติการร่วม (Collective Action Plans - CAPs) เป็นแผนงานที่สมาชิกเอเปคทุกรายจะปฏิบัติร่วมกันเพื่อเสริมกับแผนปฏิบัติการรายสมาชิกในการเปิดเสรีและอำนวยความสะดวกด้าน  การค้าและการลงทุน
3).        กิจกรรมร่วม (Joint Activities) ในด้าน ECOTECH  ซึ่งประกอบด้วยโครงการความร่วมมือต่างๆ จนถึงขณะนี้มีกว่า 300 โครงการที่ดำเนินการภายใต้กรอบของคณะกรรมการ/คณะทำงานต่างๆ ของเอเปค นอกจากนี้ยังได้เห็นชอบกรอบความตกลงว่าด้วยการเสริมสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนาในเอเปค เห็นชอบกรอบความร่วมมือเพื่อเป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาวิกฤตการณ์ทางการเงินในภูมิภาคเอเชีย และเรียกร้องให้มหาอำนาจทางเศรษฐกิจเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในการแก้ไข/บรรเทาปัญหาระดับโลกนี้ 
5. การประชุมผู้นำเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 5 ณ นครแวนคูเวอร์ ประเทศแคนาดา
                ผู้นำเศรษฐกิจเอเปคเห็นชอบให้มีการเปิดเสรีล่วงหน้ารายสาขาตามความสมัครใจ (Early Voluntary Sectoral Liberalisation- EVSL) ก่อนกําหนด
             การเปิดเสรีด้านการค้าและการลงทุนในภูมิภาคเอเปคที่กำหนดไว้ในปี ค.ศ. 2010/2020 ใน 15 สาขา อาทิ  ปลาและผลิตภัณฑ์ปลา ผลิตภัณฑ์ป่าไม้ อุปกรณ์และเครื่องมือแพทย์ พลังงาน ของเล่น อัญมณีและเครื่องประดับ เคมีภัณฑ์ เมล็ดพืชน้ำมันและผลิตภัณฑ์ อาหาร เครื่องบินพลเรือน ปุ๋ย ยางธรรมชาติ และรถยนต์ เป็นต้น แต่ต่อมาที่ประชุมผู้นำเศรษฐกิจเอเปคครั้งที่ 6   กรุงกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซียมีมติให้นำ EVSL ใน 8 สาขา ไปใช้เป็นพื้นฐานในการขยายผลในกรอบขององค์การการค้าโลก (WTO) ภายใต้ชื่อ Accelerated Tariffs Liberalisation (ATL)
             นอกจากนี้ยังได้รับรองกรอบความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนเพื่อส่งเสริมการลงทุนของภาคเอกชนในโครงการโครงสร้างพื้นฐาน(Vancouver Framework for Enhanced Public - Private Partnership for Infrastructure Development) 
   6. การประชุมผู้นำเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 6 ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย
            การประชุมเกิดขึ้นท่ามกลางสภาวะวิกฤตการณ์ทางการเงินและเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย ซึ่งมีส่วนทำให้สมาชิกเอเปคไม่สามารถผลักดันให้เกิดฉันทามติ และความคืบหน้าในการดำเนินการด้านการเปิดเสรีทางการค้าและการลงทุนแต่เพียงอย่างเดียวได้ โดยเฉพาะการดำเนินการตามข้อริเริ่มตามแนวทางการเปิดเสรีล่วงหน้ารายสาขาตามความสมัครใจ (EVSL) ซึ่งมี      ทั้งหมด 9 สาขาที่ได้รับความเห็นชอบตั้งแต่ปีก่อนหน้า และในที่สุดที่ประชุมได้มีมติให้นำเอาข้อริเริ่มดังกล่าวเพื่อนำไปหารือในกรอบขององค์การการค้าโลก (WTO) และเห็นพ้องที่จะดำเนินยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจร่วมกัน เพื่อให้พ้นจากสภาวะวิกฤตเศรษฐกิจ โดยตระหนักถึงความสำคัญของการเสริมสร้างขีดความสามารถให้แก่สมาชิก ร่วมกันสร้างโครงข่ายรองรับทางสังคมและระบบการเงินให้เข้มแข็ง พัฒนาพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และสร้างเครือข่ายทางธุรกิจ ในการเผชิญกับโลกาภิวัตน์และได้ผลักดันให้เกิดความคืบหน้าในด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจและวิชาการ (ECOTECH)
    7. การประชุมผู้นำเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 7 ณ เมืองโอ๊คแลนด์ ประเทศนิวซีแลนด์
             ภายใต้สภาวะวิกฤตเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย การประชุมผู้นำเศรษฐกิจเอเปคยังคงเห็นพ้องให้มีการลดความเสี่ยงทางเศรษฐกิจในภูมิภาค ด้วยการสร้างความแข็งแกร่งของตลาดและปรับปรุงกรอบการกำกับดูแลการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ โดยผู้นำได้รับรองหลักการเอเปคว่าด้วยการส่งเสริมการแข่งขันและการปฏิรูปกฎระเบียบ(APEC Principles to Enhance Competition and Regulatory Reform) มีการรับรองแผนการริเริ่มใช้บัตรนักเดินทางของนักธุรกิจเอเปค (APEC Business Travel Card) เพื่อเอื้ออำนวยความสะดวกทางการค้า (Trade Facilitation)  ให้แก่นักธุรกิจในการเดินทางไปทำธุรกรรมในเขตเศรษฐกิจ อีกทั้งมีการเสริมสร้างความเข้มแข็งของสังคม อาทิ ข้อเสนอระบบอาหารของเอเปค (APEC Food System) ซึ่งมุ่งความมั่นคงด้านอาหารผ่าน 1) การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในชนบท 2) การส่งเสริมการค้าอาหาร 3) การถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตและแปรรูปอาหาร และกรอบการบูรณาการบทบาทสตรีในเอเปค (Framework for Integration of Women in APEC)
    8. การประชุมผู้นำเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 8 ณ กรุงบันดาร์ เสรี เบกาวัน ประเทศบรูไนดารุสซาลาม
             การประชุมได้พิจารณาประเด็นเรื่องโลกาภิวัตน์ (Globalisation) ภาคเศรษฐกิจใหม่ (New Economy) และการเสริมสร้างขีดความสามารถ (Capacity Building) ให้สมาชิกเอเปคสามารถปรับตัวและใช้ประโยชน์จากโลกาภิวัตน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ความแตกต่างในด้านเศรษฐกิจและเทคโนโลยีระหว่างเขตเศรษฐกิจทำให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบระหว่างกัน และนำไปสู่ช่องว่างทางวิทยาการ (Digital Divide) เอเปคจุงได้หามาตรการรองรับโดยการริเริ่มเรื่องการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ (Human Resources Development) และเห็นว่าการจัดทำเขตการค้าเสรี (FTA) ระหว่างสมาชิกเอเปค จะเป็นกลไกที่สนับสนุนระบบการค้าพหุภาคีได้ แต่จะต้องไม่ขัดต่อกฎเกณฑ์ขององค์การการค้าโลก และไม่ทำให้เกิดการเบี่ยงเบนทางการค้า
     9. การประชุมผู้นำเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 9 ณ กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน
      การประชุมจัดขึ้นท่ามกลางวิกฤตการณ์ความไม่แน่นอนภายในภูมิภาค เมื่อเกิดเหตุการณ์ก่อการร้ายในสหรัฐอเมริกาเมื่อวันที่ 11 กันยายน2544 ประเด็นเรื่องการต่อต้านการก่อการร้ายจึงได้เริ่มมีการหารือกันเป็นครั้งแรกในกรอบเอเปค ซึ่งเน้นไปที่ผลกระทบของการก่อการร้ายต่อระบบเศรษฐกิจ การค้าและการเดินทางของประชาชนตามปกติ
             ที่ประชุมยังได้หาทางเร่งรัดเพื่อไปสู่เป้าหมายโบกอร์ด้วยการให้ความเห็นชอบความตกลงเซี่ยงไฮ้ (Shanghai Accord) และการปรับปรุงกระบวนการทบทวนแผนปฏิบัติการรายสมาชิก(Individual Action Plan Peer Review Process) นอกจากนี้ยังได้ผลักดันสมาชิกเอเปคใช้ประโยชน์จากโลกาภิวัตน์ด้วยการจัดทำแผนยุทธศาสตร์ด้านอิเล็กทรอนิกส์ของเอเปค (e-APEC Strategy) และการจัดทำแผนปฏิบัติการเพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถของมนุษย์ (Human Capacity Building Strategy) อันเป็นผลมาจากการประชุมระดับสูงด้านการเสริมสร้างขีดความสามารถของทรัพยากรมนุษย์ (High-level Meeting on Human Capacity Building) ที่ได้เริ่มต้นไว้ตั้งแต่ปีก่อน
  10. การประชุมผู้นำเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 10 ณ กรุงเม็กซิโก ประเทศเม็กซิโก
              การประชุมยังคงให้ความสำคัญกับการดำเนินการเพื่อต่อต้านการก่อการร้ายในเอเปคอย่างต่อเนื่อง ทำให้เอเปคมีการจัดทำแผนปฏิบัติการเพื่อต่อต้านการก่อการร้าย (Counter-Terrorism Action Plan) ซึ่งครอบคลุมทั้งด้านการขนส่งสินค้า ด้วยการดำเนินการตามข้อริเริ่มของสหรัฐฯ เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงปลอดภัยของการค้าในภูมิภาคเอเปค (Secure Trade in the APEC Region – STAR) การป้องกันการก่อการร้ายทางอิเล็กทรอนิกส์ (Cybersecurity) การป้องกันการก่อการร้ายในด้านการขนส่ง โทรคมนาคม และการขจัดแหล่งเงินทุนที่อาจใช้ในการสนับสนุนแก่ผู้ก่อการร้าย
            ในด้านการอำนวยความสะดวกด้านการค้าและการลงทุน ยังคงเน้นการปฏิรูปโครงสร้างระบบเศรษฐกิจและการสร้างความโปร่งใสของระบบการเงิน อีกทั้งได้กำหนดให้สมาชิกเอเปคตั้งเป้าหมายลดค่าใช้จ่ายในการทำธุรกรรม (Transaction cost) ลงให้ได้ร้อยละ 5 ภายในปี พ.ศ. 2549 ส่วนในด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจและวิชาการยังคงเน้นการเสริมสร้างขีดความสามารถของสมาชิกเอเปคในการปรับตัวเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจใหม่และการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม รวมถึงการให้ความสำคัญกับวิสาหกิจขนาดจิ๋ว (Micro-enterprises)
               ผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปคเห็นพ้องให้เอเปคสนับสนุนให้เกิดความคืบหน้าในการเจรจาการค้าพหุภาคีรอบโดฮาภายใต้องค์การการค้าโลก และการดำเนินการเพื่อสร้างความมั่นคงของมนุษย์ โดยเห็นพ้องว่าการต่อต้านการก่อการร้ายมีความสำคัญต่อการเจริยเติบโตทางเศรษฐกิจและเป็นอุปสรรคต่อการบรรลุเป้าหมายโบกอร์ และผู้นำเขตเศรษฐกิจได้รับรองแผนการดำเนินการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของโรคทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง (SARS) ตลอดจนแนวความคิดริเริ่มและความร่วมมือด้านสาธารณสุขในกรอบเอเปค นอกจากนี้ ยังส่งเสริมการสร้างเอเปคให้เป็นสังคมที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความรู้ โดยการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและทรัพยากรมนุษย์


               ผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปคเน้นย้ำถึงบทบาทของเอเปคในการส่งเสริมให้มีการสรุปผลการเจรจาการค้าพหุภาคีรอบโดฮาภายใต้กรอบองค์การการค้าโลก และได้รับรองแนวปฏิบัติที่ดีที่สุดในการจัดทำความตกลงเขตการค้าเสรี (APEC Best Practices on FTAs/RTAs) ซึ่งเน้นความสอดคล้องและเอื้ออำนวยต่อการบรรลุเป้าหมายโบกอร์ เพื่อเป็นแนวทางสำหรับสมาชิกในการเจรจาและจัดทำเขตการค้าเสรีในอนาคต สนับสนุนความมั่นคงของมนุษย์ โดยเน้นความสำคัญของการต่อต้านการแพร่ระบาดของโรคติดต่อร้านแรง เช่น โรคเอดส์ และการต่อต้านการก่อการร้าย และได้ให้ความเห็นชอบกับแผนการดำเนินงานเพื่อต่อต้านการทุจริตในกรอบเอเปค



                ผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปคให้ความเห็นชอบ Pusan Roadmap เพื่อเน้นย้ำการดำเนินการเพื่อให้บรรลุเป้าหมายโบกอร์ของเขตเศรษฐกิจสมาชิก สนับสนุนการเจรจาการค้าในกรอบองค์การการค้าโลก เน้นการส่งเสริมความมั่นคงของมนุษย์ ได้แก่ การต่อต้านการก่อการร้าย การรับมือกับภัยพิบัติทางธรรมชาติและสถานการณ์ฉุกเฉิน และความร่วมมือด้านสาธารณสุข โดยเฉพาะไข้หวัดนก สนับสนุนการแก้ไขปัญหาราคาน้ำมันโดยการส่งเสริมความร่วมมือด้านเทคโนโลยีพลังงาน ให้มีการดำเนินความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในการต่อต้านการทุจริต ส่งเสริมการลดช่องว่างความแตกต่างทางวิชาการ และการปฏิรูปเอเปคเพื่อให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น


               ผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปคอนุมัติแผนดำเนินการฮานอย ซึ่งส่งเสริมให้มีการปฏิบัติการเป็นขั้นๆ เพื่อบรรลุเป้าหมาย  โบกอร์ (Bogor) และเพื่อช่วยเขตเศรษฐกิจเอเปคในการบรรลุเป้าหมายดังกล่าวตามกรอบเวลาที่กำหนด นอกจากนี้ ยังมีการ ออกคำแถลงการณ์เกี่ยวกับการเจรจาการค้ารอบโดฮา (Doha) ขององค์การการค้าโลก (WTO)  


               ผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปคออกแถลงการณ์เป็นครั้งแรกเกี่ยวกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อส่งเสริมให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมแผนการรองรับต่อผลกระทบจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง ผู้นำฯ ยังได้รับรองรายงานเรื่อง     การรวมตัวทางเศรษฐกิจภายในภูมิภาค(Regional Economic Integration – REI) โดยเห็นว่า เป้าหมายระยะสั้นของเอเปค คือ    การส่งเสริมระบบการค้าพหุภาคี ในระยะกลางคือ การบรรลุเป้าหมายโบกอร์ตามกรอบเวลาที่กำหนด และในระยะยาว คือ    การจัดตั้งเขตการค้าเสรีของภูมิภาคเอเชีย  แปซิฟิก (Free Trade Area in the Asia-Pacific – FTAAP)

    16. การประชุมผู้นำเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 16 ณ เมืองลิมา ประเทศเปรู

               ผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปคเห็นถึงปัญหาของวิกฤตเศรษฐกิจโลกและสนับสนุนให้มีการจัดการทางด้านเศรษฐกิจและการเงิน เพื่อฟื้นฟูความมั่นคงและการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ตามแนวทางของ G20  ซึ่งรวมถึงการไม่ใช้มาตรการกีดกันทางการค้าใหม่เป็นเวลา 12 เดือน  รวมถึงการเน้นย้ำถึงความสำคัญของการเปิดเสรีทางการค้าและสนับสนุนการเจรจาด้านการค้ารอบโดฮา (Doha) ขององค์การการค้าโลก (WTO) นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญในเรื่องของมิติทางสังคมของการค้า และส่งเสริมประเด็นความรับผิดชอบต่อสังคมของบรรษัท (Corporate Social Responsibility - CSR)

    17. การประชุมผู้นำเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 17 ณ สิงค์โปร์ ประเทศสิงคโปร์

               ผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปคเน้นย้ำให้เอเปคมีบทบาทสำคัญในการแก้ไขวิกฤตการเงินโลก โดยจะไม่ใช้มาตรการกีดกันทางการค้าใหม่ต่อไปอีก 12 เดือน และเห็นพ้องกันว่า เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจโลกระลอกใหม่ จะต้องปรับกระบวนทัศน์ด้านการเจริญเติบโต (paradigm of growth) ให้เป็นไปอย่างสมดุล (balanced) เท่าเทียม (inclusive) และยั่งยืน (sustainable) และโดยที่ภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกจะเป็นแรงขับทางเศรษฐกิจที่สำคัญ เอเปคจึงต้องให้ความสำคัญกับการเปิดตลาดเพื่อรองรับ โดยดำเนินการผ่าน 1) การปฎิรูปโครงสร้างทางเศรษฐกิจภายใน ผ่านการปรับปรุงกฎระเบียบเพื่ออำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจ โดยใช้เกณฑ์การวัดของธนาคารโลกเรื่อง “ความสะดวกในการประกอบธุรกิจ”(Ease of Doing Business) จำนวน 5 ด้าน ได้แก่ การเริ่มธุรกิจ การได้รับอนุญาต การบังคับให้เป็นไปตามสัญญา การได้รับสินเชื่อ และการค้าข้ามพรมแดน 2) การสร้างความเชื่อมโยงในภูมิภาค โดยที่ประชุมฯ ได้รับรองแผนการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานในภูมิภาค (Supply Chain Connectivity Framework) และ 3) ให้การจัดตั้งเขตการค้าเสรีเอเชีย  แปซิฟิก (Free Trade Area of the Asia – Pacific – FTAAP) เป็นเป้าหมายระยะยาวของเอเปค นอกจากนี้ ในด้านสังคม ที่ประชุมฯ ยังให้ความสำคัญกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยเน้นการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เช่น การใช้เทคโนโลยีที่ประหยัดพลังงาน การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ การส่งเสริมการใช้สินค้าและบริการสิ่งแวดล้อม (รวมทั้งสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม) แต่จะต้องช่วยเหลือให้เขตเศรษฐกิจกำลังพัฒนาสามารถปรับตัวได้ โดยผ่านการถ่ายทอดเทคโนโลยี หรือการให้ความช่วยเหลือทางการเงิน/กองทุน

   18. การประชุมผู้นำเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 18 ณ เมืองโยโกฮาม่า ประเทศญี่ปุ่น



แหล่งอ้างอิง :
www.mfa.go.th/business/2404.php

1 ความคิดเห็น: